งานวิจัยนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจเกษตรและการจัดการ

รายละเอียดงานวิจัย
เรื่อง แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ
อาจารย์ที่ปรึกษา คร.อริศรา ร่มเย็น เณรานนท์
บทคัดย่อ
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของการสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ ตําบลกําแพงเพชร อําเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลาเพื่อศึกษาการดําเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ เพื่อทราบศักยภาพทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ และเพื่อกําหนดกลยุทธ์ทางเลือกและแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาของวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรง โดยใช้แบบสอบถามเชิงโครงสร้าง สัมภาษณ์สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ จํานวน 25 ราย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ ในการวิเคราะห์กลยุทธ์ คือ การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของ (SWOT Analysis) และการวิเคราะห์เพื่อกําหนดกลยุทธ์การพัฒนา (TOWS Matrix) ผลการศึกษาพบว่าสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ เฉลี่ย 44.2 ปี นับถือศาสนาอิสลาม จบการศึกษาระดับ ปวส. / อนุปริญญา มีสถานภาพสมรสแล้ว มีจํานวนสมาชิก ในครัวเรือน 4-5 คน ส่วนใหญ่มีจํานวนสมาชิกที่ช่วยทำการเกษตร 2 คน มีจํานวนสมาชิกในครัวเรือนที่ช่วยเลี้ยงชันโรง 1 คน เป็นสมาชิกกลุ่มอื่น ๆ ในชุมชน โดยส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา มีอาชีพเสริม (นอกจากชันโรง) ร้อยละ มีที่ดินถือครองเฉลี่ย 7.2 ไร่ มีที่ดินเป็นของตนเอง เฉลี่ย 7.2 ไร่ ถือเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดินเพื่อทำการเกษตรเป็นสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก) มีรายได้เฉลี่ย 19,940 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายของครัวเรือน เฉลี่ย 18,640 บาทต่อเดือน มีเงินออมของครัวเรือน เฉลี่ย 2,166.6 บาทต่อเดือน มีปริมาณหนี้สินเฉลี่ย 37,200 บาทต่อครัวเรือน โดยกู้เงินจากกองทุนหมู่บ้านมี วัตถุประสงค์เพื่อซื้อปัจจัยการผลิตทางการเกษตร การวิเคราะห์ภายในและภายนอกพบว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นจุดแข็ง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มปราศจากสารเคมีและสารปนเปื้อน ได้รับการรับรองผลิตภัณฑ์ OTOP ของน้ำผึ้งชันโรง นําประสบการณ์มาพัฒนาและเพิ่ม มูลค่าผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจ มีองค์ความรู้และทักษะในการเลี้ยงชันโรง และสามารถนําไปถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ และวิสาหกิจมีผลิตภัณฑ์หลายชนิด ส่วนปัจจัยที่เป็นโอกาศทางธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนเพาะเลี้ยงชันโรงบ้านคลองต่อ คือ น้ำผึ้งชันโรงมีความได้เปรียบกว่าน้ำผึ้งธรรมดาเนื่องจากให้สรรพคุณมากกว่า ประชาชนมีความต้องการในการ เลี้ยงชันโรงมากขึ้น ความเป็นวิสาหกิจมีผลต่อการเลือกซื้อสินค้ามากกว่าการขายเองเดี่ยว ๆ และมีการช่วยเหลือ จากหน่วยงานของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับโครงการวิสาหกิจชุมชน ปัจจัยสำคัญที่เป็นจุดอ่อนได้แก่ ตราสินค้าของวิสาหกิจยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ช่องทางการขายมี จำกัด วิสาหกิจมีความรู้และทักษะในการจัดการระบบบัญชีและการเงินค่อนข้างน้อย ขาดเทคโนโลยีที่ใช้ประโยชน์ แก่วิสาหกิจ ขาดสมาชิกที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนเรื่องการทําตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ และวิสาหกิจยังไม่ได้การรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าสำหรับผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งชันโรงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนปัจจัยสำคัญที่เป็น อุปสรรค ได้แก่ สภาพภูมิอากาศไม่เอื้ออํานวยต่อการผลิตและการเก็บเกี่ยวผลผลิต การรับรู้ของประชาชนเกี่ยวกับชันโรงมีจํานวนจํากัดจึงทําให้มีผู้บริโภคจํานวนน้อย และกลุ่มผู้บริโภคที่มีกําลังซื้อมีจํานวนจํากัด สำหรับแนวทางการพัฒนาวิสาหกิจประกอบด้วย (1) กลยุทธ์เชิงรุก คือ ขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้า ที่รักสุขภาพ (ผู้บริโภคที่เน้นผลิตภัณฑ์ Organic) โดยการส่งเสริมทางด้านการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า เพื่อให้ข้อมูลเรื่องสรรพคุณของชันโรงแพร่กระจายไปถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ขยายการผลิตโดยการเชื่อมโยงเครือข่าย โดยการขอทุนจากรัฐบาล ตลอดจนจัดตั้งวิสาหกิจเป็นศูนย์การเรียนรู้ และเครือข่ายในการกระจายสินค้าปัจจัยการ ผลิตในการเลี้ยงชันโรง (2) กลยุทธ์เชิงแก้ไข คือ พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐานสินค้า เช่น อย. ฮาลาล GAP GMP สร้างแบรนด์ที่เน้นอัตลักษณ์ของความเป็นวิสาหกิจ ขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้าเน้นไปยังกลุ่ม OTOP รวมไป ถึงวิสาหกิจควรผ่านกระบวนการอบรม และควรมีที่ปรึกษาในด้านการจัดการระบบบัญชีและการเงิน (3) กลยุทธ์ เชิงป้องกัน คือ สร้างการรับรู้โดยผ่านสื่อออนไลน์และเข้าถึงผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อ รวมไปถึงส่งเสริมให้มีเครือข่าย การผลิตเพื่อรวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งชันโรงให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ซึ่งการสร้างเครือข่ายจะช่วยให้วิสาหกิจสามารถรวบรวมผลผลิตน้ำผึ้งชันโรงให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดได้ (4) กลยุทธ์เชิงรับ คือ เพิ่ม เทคโนโลยีในการผลิต เช่น เครื่องดูดความชื้น เครื่องดูดความชื้น เพื่อมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ของวิสาหกิจให้ได้ คุณภาพและมาตรฐานรวมทั้งต้องปรับปรุงเรื่องการจัดวางระบบในการบริหารจัดการธุรกิจและตลาดของวิสาหกิจ ให้ดียิ่งขึ้น เริ่มจากการวางระบบในการบริหารจัดการกลุ่มใหม่
ปีการศึกษา 2563