งานวิจัยนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ธุรกิจเกษตรและการจัดการ

รายละเอียดงานวิจัย
เรื่อง การจัดการการผลิตและการตลาดข้าวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง
อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์นิตยา ขวัญแก้ว
บทคัดย่อ
การศึกษาการจัดการผลิตและการตลาดข้าวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาลักษณะทางสังคมและเศรษฐกิจของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อศึกษาลักษณะการจัดการการผลิตและการจำหน่ายข้าวของสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง 3) เพื่อศึกษาโครงสร้างธุรกิจแลผลการดำเนินงานของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง 4) เพื่อศึกาปัญหาและอุปสรรคในการจัดการการผลิตและการตลาดข้าวของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้างฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง โดยเก็บข้อมูลจากประธานกลุ่มและสมาชิกกลุ่ม จำนวน 25 รายโดยเก็บทุกหน่วยประชากร (Census) วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 67 ปี มีการศึกษาระดับ ประถมศึกษา มีสถานภาพการสมรสแล้ว โดยมีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 4 คน มีจำนวนสมาชิกที่ช่วยทำนาเฉลี่ย 2 คน ทำสวนยางพาราเป็นอาชีพหลัก ทำนาเป็นอาชีพเสริม มีรายได้ของครัวเรือนเฉลี่ย 13,920 บาทต่อเดือน มีรายจ่ายของครัวเรือนเฉลี่ย 8,860 บาทต่อครัวเรือน สมาชิกส่วนใหญ่มีหนี้สิน โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 289,062.5 บาท มีระยะเวลาในการเป็นสมาชิกกลุ่มเฉลี่ย 6.2 ปี และมีเหตุผลหลัก ต้องการให้กลุ่มเป็นแหล่งซื้อ-ขายข้าวที่สำคัญ สมาชิกส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการทำนาเฉลี่ย 41.9 ปี โดยมีแหล่งเรียนรู้การผลิตข้าวมา จากบรรพบุรุษเป็นหลัก มีพื้นที่ทำนาเฉลี่ย 10 ไร่ สมาชิกทั้งหมดเป็นเจ้าของที่ดิน ปลูกพันธุ์ข้าวสังข์หยด มีรูปแบบการทำนาเป็นนาปีทั้งหมด สมาชิกส่วนใหญ่ปลูกข้าวด้วยวิธีหว่าน สมาชิกที่เพาะปลูก ข้าวสังข์หยดมีช่วงเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวในเดือน กันยายน-มกราคม มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในการ เพาะปลูก และส่วนใหญ่มีการกำจัดวัชพืชโดยวิธีการใช้เครื่องตัดหญ้า สมาชิกไม่มีการกำจัดโรคพืช และแมลง สมาชิกมีการเก็บเกี่ยวโดยจ้างรถตัดข้าวทั้งหมดและจำหน่ายทันทีหลังการเก็บเกี่ยว สมาชิกส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะไม่ขยายพื้นที่ปลูก ในปี 2562/63 สมาชิกได้รับผลผลิตรวม เฉลี่ย 4,475 กิโลกรัม เก็บไว้เพื่อบริโภคเฉลี่ย 319 กิโลกรัม เก็บไว้ขายเฉลี่ย 4,175 กิโลกรัม และเก็บ ไว้ทำพันธุ์เฉลี่ย 81 กิโลกรัม ใช้น้ำฝนในการทำนาและสมาชิกทั้งหมดจำหน่ายผลผลิตในรูปแบบ ข้าวเปลือก โดยจำหน่ายให้กลุ่มเป็นหลักในราคาข้าวสังข์หยด 12 บาทต่อกิโลกรัม สมาชิกทุกคนได้รับ ข่าวสารทางการตลาดจากประธานกลุ่ม แต่ยังไม่มีการบันทึกข้อมูลการจัดการการผลิตและการ จำหน่าย สมาชิกส่วนใหญ่ใช้แรงงานครัวเรือนในกิจกรรมการผลิตข้าว และใช้แรงงานจ้างในกิจกรรม การเก็บเกี่ยว สมาชิกทั้งหมดประสบปัญหาน้ำท่วมนาเสียหาย ด้านการจำหน่ายผลผลิต สมาชิกขาย ผลผลิตได้ในราคาที่ต่ำเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ผลการศึกษาโครงสร้างธุรกิจและผลการด าเนินงานของกลุ่มพบว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่าช้าง ฟื้นฟูเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2542 มีสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 55 คน กลุ่มมีนางมาลี พันธุ์วงศ์ เป็นผู้จัดการ สมาชิกอาศัยอยู่ในตำบลพนางตุง และตำบลโตนดด้วน สมาชิกกลุ่มมีการลงหุ้นเพื่อรับซื้อ ข้าวเปลือกจากสมาชิก โดยมีราคาหุ้นละ 100 บาท และทุกปีมีเงินปันผลให้สมาชิกกลุ่มที่ร่วมลงหุ้น ร้อยละ 10 โดยทรัพย์สินที่กลุ่มลงทุนซื้อเอง ได้แก่ เครื่องสีข้าว เครื่องซีล และทรัพย์สินที่ได้รับการสนับสนุนจากสหกรณ์เกษตรจังหวัด ได้แก่ เครื่องสีข้าว เครื่องอัดสุญญากาศ การจัดการการผลิต ในปีการเพาะปลูก 2562/63 กลุ่มมีพื้นที่ทำนารวม 250 ไร่ มีผลผลิต ข้าวรวม 115 ตัน กลุ่มรับซื้อข้าวจากสมาชิกที่ผ่านการตรวจสอบแปลงแล้วเท่านั้น จากนั้นกลุ่มทำหน้าที่ในการแปรรูปโดยการสีข้าวสาร การจัดการการตลาด ผลิตภัณฑ์ของกลุ่ม ได้แก่ ข้าวสารกล้อง ข้าวสารซ้อมมือ ผลิตภัณฑ์ แป้งข้าวสังข์หยด โดยมีบรรจุภัณฑ์ขนาด 1 กิโลกรัมและบรรจุกระสอบ 10-50 กิโลกรัม สำหรับบรรจุภัณฑ์ขนาด 1 กิโลกรัม มีทั้งใส่ถุงใสมัดปากและถุงชีลสุญญากาศ ผลิตภัณฑ์ข้าวสังข์หยดถุงซีล สุญญากาศ ขายปลีกราคา 75 บาท ถุงใสมัดปาก ขายปลีกราคา 60 บาท ข้าวสังข์หยดบรรจุกระสอบ ราคาขายปลีก 60 บาท แต่ละรูปแบบขายได้ปริมาณ 1,800 กิโลกรัมต่อเดือน โดยขายให้กับ Central และการจัดบู๊ทที่อิมเพ็ค เมืองทองธานี ผลิตภัณฑ์แป้งข้าวสังข์หยดถุงซีลสุญญากาศ ขายปลีกราคา 80 บาท ถุงใสมัดปาก ขายปลีกราคา 60 บาท แต่ละรูปแบบมีปริมาณการขาย 800 กิโลกรัมต่อเดือน ขายให้กับขนมปั้นสิบน้องหนึ่ง ผลิตภัณฑ์จมูกข้าวสังข์หยด ราคาขายปลีก 600 บาทต่อกิโลกรัม กลุ่ม ลูกค้าหลักคือ บุคคลทั่วไปที่รักสุขภาพสั่งซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต แกลบ ขายปลีกราคากระสอบ ละ 50 บาท ขายให้กับชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียง และผลิตภัณฑ์รำข้าว ขายปลีกราคา 300 บาทต่อกิโลกรัม ขายให้กับบุคคลทั่วไปที่รักสุขภาพสั่งซื้อผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต กลุ่มมีการออกร้านตามงาน เทศกาลต่างๆ ทั้งในและต่างจังหวัด มี Facebook และ Line สภาพการแข่งขันของกลุ่มในด้านการผลิตข้าวไม่ค่อยรุนแรง เนื่องจากกลุ่มมุ่งเน้นลูกค้า เฉพาะกลุ่ม มีการขายส่งไปยัง Central อีกทั้งกลุ่มยังได้การรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าที่มี คุณภาพ สะอาด และปลอดภัย แต่กลุ่มยังคงประสบปัญหาจากผู้แข่งขันหน้าใหม่ที่มีการแปรรูป ผลิตภัณฑ์จากข้าวที่หลากหลายกว่า ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากกว่า รวมถึงการมีรูปแบบ บรรจุภัณฑ์ที่สวยและน่าสนใจ และการเข้าถึงช่องทางการตลาดที่ดีกว่า สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการจัดการการผลิตและการตลาดข้าวของกลุ่มพบว่า กลุ่มยังคง ประสบปัญหาการจัดการการผลิต ได้แก่ กลุ่มขาดแคลนเงินทุนในการซื้อเครื่องจักรในการแปรรูปและบรรจุภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ ปัญหาสภาพแวดล้อม เช่น น้ำท่วมผลผลิตข้าวของสมาชิกมีความเสียหาย ส่งผลให้กลุ่มขาดวัตถุดิบที่นำมาใช้ในการแปรรูป คณะกรรมการกลุ่มยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ในการวางแผนทางการตลาด สถานการณ์การแพร่ระบาด ของเชื้อไวรัสโคโรน่า ทำให้กลุ่มจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่ต่ำกว่าราคาปกติ ส่งผลให้กลุ่มและสมาชิกกลุ่มได้รับรายได้ที่ลดลง
ปีการศึกษา 2563