Forensic Economics

ผู้เขียนมีโอกาสได้อ่านรายงาน  “โครงการสัมมนาเครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย” (Thailand Forensic Science Network) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2562 มีบทความหนึ่งเขียนโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วราภรณ์ พรหมวิกร สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้สะท้อนปัญหางานนิติวิทยาศาสตร์ของไทย และได้นำเสนอ “แบบจำลองมาตรฐานระบบงานนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” โดยหวังให้เกิดการต่อยอดจากแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านกระบวนการยุติธรรม ที่ประกาศไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ. 2561 เพื่อให้เกิดผลการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงระบบงานนิติวิทยาศาสตร์ประเทศไทย ให้เกิดเป็นรูปธรรมและเทียบเท่าสากล ซึ่งจะทำให้กระบวนการและผลตรวจพยานหลักฐาน มีความน่าเชื่อถือในการพิจารณาคดี และเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมยิ่งขึ้น                    

งานนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic) ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาช่วยในการพิสูจน์หลักฐาน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินในชั้นศาล อีกงานหนึ่งที่สำคัญรองลงไปคือ การประเมินมูลค่าความเสียหาย เพื่อพิจารณากำหนดค่าสินไหมทดแทนในการเยียวยาผู้เสียหาย ซึ่งเป็นงานของนักเศรษฐศาสตร์ ด้าน Forensic Economics               

งานด้าน Forensic Economics ต่างไปจากแนวการวิเคราะห์หลักกฎหมายด้วยเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis of Law) เช่น ในกฎหมายละเมิด (Tort Law) ที่มุ่งพิจารณาแนวการกำหนดความรับผิดที่มีประสิทธิภาพ (Efficiency Rules) เพื่อจูงใจให้คนเราระงับยับยั้งเหตุความเสียหาย เป็นการล่วงหน้า (ex ante) ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียแก่สังคมโดยรวม (Social Cost) ความสูญเสียดังกล่าวคือ มูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น กับ ค่าใช้จ่ายในการลงทุนป้องกันเหตุ  ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้คือ Guido Calabresi (อ้างถึงใน Cooter and Ulen, 2008, p.337; Mathis, 2009, p.69)               

ส่วนงานนิติวิทยาศาสตร์ จะพิจารณา ภายหลังเหตุล่วงมา (ex post) เพื่อพิสูจน์หาความเชื่อมโยงจากสาเหตุไปสู่ผลเสียหายตามกระบวนการยุติธรรม งานนิติวิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญตั้งแต่ขั้นเก็บรวบรวมและเก็บรักษาพยานหลักฐาน การตรวจสอบพยานหลักฐาน ซึ่งเป็นงานยุ่งยากซับซ้อน แต่มีความสำคัญมากต่อการยืนยันหลักฐาน เพื่อประกอบการวินิจฉัยของผู้พิพากษาในการพิจารณาหาสาเหตุ (Cause-in–Fact) และงาน Forensic Economics เน้นประเมินมูลค่าความเสียหาย ทั้งสองงานมีความสำคัญต่อการอำนวยความยุติธรรม (Corrective Justice) แก่ผู้เสียหาย              

งาน Forensic Economics มิได้มีเป้าหมายในการศึกษาวิเคราะห์เพื่อระบุหาสาเหตุ (Causation) ที่เชื่อมโยงไปยังผลเสียหาย Forensic Economics เป็นสาขาย่อยหนึ่งของเศรษฐศาสตร์ ซึ่งได้นำหลักการและวิธีการทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ (Tinari, 2016, p.1) งานศึกษาด้านนี้ริเริ่มขึ้นโดยนักวิชาการสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ช่วงคริสต์ทศวรรษ 1970s จนมีการจัดตั้งสมาคมวิชาชีพขึ้นในปี 2530 (The National Association of Forensic Economics-NAFE) และตีพิมพ์วารสาร Journal of Forensic Economics เผยแพร่บทความต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2531 และ มีวารสาร Journal of Legal Economics ของสถาบัน American Academy of Economic and Financial Experts (AAEFE) ร่วมเผยแพร่องค์ความรู้                 

งาน Forensic Economics เป็นการศึกษาวิเคราะห์ภายใต้กรอบหลักการ “เงื่อนไขของผลเสียหายที่เกิดขึ้น (But-for scenario)” (Tintari, p.5) โดยการจำลองภาพว่า จะมีแนวโน้มอย่างไรบ้าง ถ้าผู้เสียหายไม่ได้ ประสบอุบัติเหตุหรือเสียชีวิต โดยนำข้อมูลเกี่ยวข้อง ทั้งด้านจุลภาคและมหภาค มาประเมินขอบข่ายและขนาดมูลค่าภายใต้เงื่อนไขต่างๆ (Assumptions) อย่างรัดกุม เพื่อคำนวณวงเงินสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายหรือญาติ หลายปีก่อนสถาบัน NAFE ได้ออกแบบสอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ พบว่า งานของผู้ตอบส่วนใหญ่ 2 ใน 3 เป็นการประเมินเงินสินไหมในกรณีบาดเจ็บและกรณีเสียชีวิต (Schap, 2010, p.348) ผู้ประเมินกลุ่มนี้ได้รับค่าแรงจากงานในสองกรณีมีสัดส่วน 80% ของรายรับรวมจากการประเมิน               

กรณีผู้เสียหายที่ได้รับบาดเจ็บทุพพลภาพหรือเสียชีวิต สิ่งที่ต้องประเมินคือ เงินรายได้ตลอดอายุการทำงานที่จะสูญไปในอนาคต หากว่าไม่ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน ในการคำนวณวงเงินก้อนนี้ จะต้องทอนมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน (Present Value) หลักการสั้นๆเพียงเท่านี้ ดูเหมือนง่าย แต่ในทางปฏิบัติมีข้อพิจารณาหลายแง่มุม (Schap, p.348-351) เช่นในกรณีบาดเจ็บทุพพลภาพ ก่อนเกิดเหตุ มีรายได้ต่อปีเท่าใด ภายหลังเกิดเหตุจะมีรายได้ตามศักยภาพเพียงใด, อัตราการขึ้นเงินเดือน, อัตราคิดลด (Discounting), อัตราเงินเฟ้อในอนาคต, อายุการทำงานได้ตามศักยภาพถึงกี่ปี (Worklife Expectancy) และอื่นๆ มีปัจจัยหนึ่ง คือ การสูญเสียความสุขใจในชีวิต (Hedonic Damages) ซึ่งมีข้อถกเถียงกันมากว่า จะคำนวณอย่างไร จึงเป็นข้อเคลือบแคลงที่ทำให้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ยอมรับการประเมินด้านดังกล่าว (Schap, p.351; Tintari, p.15)               

จากข้อพิจารณาด้านต่างๆ ข้างต้น จะเห็นได้ว่า ในต่างประเทศมีความพยายามนำหลักการ และวิธีทางเศรษฐศาสตร์ มาประเมินความเสียหายให้ได้ใกล้เคียงสมเหตุสมผล เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตัดสินในชั้นศาล ถ้าเราดูตัวอย่างในไทย จะพบข้อจำกัดในการกำหนดเงินสินไหม มีนักวิชาการกฎหมายได้เสนอให้มีการพัฒนาวิธีการคำนวณค่าเสียหายในคดีละเมิดให้ชัดเจน และให้พิจารณาแรงจูงใจต่อการระงับยับยั้งทางเศรษฐศาสตร์ (สุษม, 2537, หน้า 83-84)               

ผู้เขียนเคยสัมภาษณ์ทนายความผู้มีประสบการณ์ว่าความคดีละเมิดมากว่า 30 ปี ให้ข้อมูลว่า โจทก์มักได้รับค่าสินไหมทดแทนในอัตราร้อยละ 40 ถึง 50 ซึ่งสอดคล้องกับผลศึกษาของ สันต์สุดา (2561, หน้า 786) จากตัวอย่าง 33 คดี ในช่วง 2506-2559 พบว่า ผู้ร้องจะได้รับค่าสินไหมทดแทนในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 44.9 และมีข้อจำกัดในกรณีอื่นด้วย ในงานศึกษานี้ มีข้อสังเกตว่า ค่าปลงศพ และค่าขาดไร้อุปการะ มีลักษณะเสมือนศาลมีระดับราคาขั้นต่ำในการพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งควรทำการศึกษาเชิงเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติมมากกว่าค่าทางสถิติอย่างง่าย (หน้า 795)               

ถ้าการปฏิรูปด้านนิติวิทยาศาสตร์ของไทย มีความสมบูรณ์ครบวงจรขึ้น ตามข้อเสนอในบทความโครงการสัมมนาที่กล่าวในตอนต้น และ ถ้ามีช่องทางที่ศาลจะรับหลักการและวิธีการทางเศรษฐศาสตร์ ไปประเมินวงเงินค่าสินไหมทดแทนในอนาคต ย่อมช่วยให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นการอำนวยความยุติธรรมในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง
วราภรณ์ พรหมวิกร (2562)  “มาตรฐานระบบงานนิติวิทยาศาสตร์เพื่อการปฏิรูปประเทศไทย” นำเสนอในรายงาน โครงการสัมมนาเครือข่ายนิติวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2562, วันที่ 24 กันยายน 2562

สุษม ศุภนิตย์ (2537) “ค่าสินไหมทดแทนในมาตรา 438: สิทธิของผู้เสียหายและอำนาจตามกฎหมายของศาล”  ใน ครบรอบ 84 ปี ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์, วีระพงษ์ บุญโญภาส (บรรณาธิการ), คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สันต์สุดา สิทธิประเสริฐ (2561) “การใช้ดุลพินิจของศาลไทยในการพิจารณาค่าสินไหมทดแทน กรณีละเมิดเป็นเหตุให้ผู้ถูกละเมิดถึงแก่ความตาย” วารสารบัณฑิตศึกษานิติศาสตร์, ฉบับที่ 4 กรกฎาคม-กันยายน

Cooter, Robert, and Thomas Ulen. (2008) Law and Economics. Fifth Edition. MA: Pearson Education, Inc.

Mathis, Klaus. (2009). Efficiency Instead of Justice?: Searching for the Philosophical        Foundations of the Economic Analysis of Law.  Translated by Deborah Shannon. Springer.

Schap, David. (2010) “Forensic Economics: An Overview.” Eastern Economic Journal. Vol.36, pp.347-352.

Tinari, Frank D. (2016) “An Introduction to the Field of Forensic Economics.” In Forensic Economics. Edited by Frank D. Tinari. New York: Palgrave Macmillan.

Image Description
ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม 30 มีนาคม 2563
Share: