จุดเริ่มต้น

กฎหมายละเมิด (Tort Law) เป็นข้อกำหนดความรับผิดทางแพ่ง (Civil Liability) ให้บุคคลมีหน้าที่พึงระวัง ไม่ให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น (Duty to Care) หากเกิดความเสียหายขึ้น ผู้ก่อเหตุต้องชดใช้ พื้นฐานของแนวการวิเคราะห์กฎหมายละเมิดด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ เป้าหมายหลักไม่ได้เน้นที่การชดเชยผู้เสียหาย แต่จะมุ่งไปที่ “แนวการกำหนดความรับผิด เพื่อจูงใจให้คนเรายับยั้งเหตุความเสียหายเป็นการล่วงหน้า (ex ante)” ถ้าสามารถช่วยยับยั้งเหตุได้ก่อน ก็จะไม่มีข้อถกเถียงเรื่องการชดเชย

ส่วนทางกฎหมายเน้นพิจารณาภายหลังเกิดเหตุ (ex post) จะมีแนวทางชดเชยผู้เสียหายอย่างไร  ในทางเศรษฐศาสตร์มองว่า การกำหนดความรับผิดในหลักกฎหมายละเมิดนั้น มีไว้เพื่อ ลดความเสียหาย หรือลดต้นทุนแก่สังคมให้น้อยที่สุด (ความเสียหาย รวมกับ ต้นทุนในการระวังเหตุ) ผู้บุกเบิกแนวคิดนี้คือ Guido Calabresi (อ้างถึงใน Cooter and Ulen, p.337; Mathis, 2009, p.69) ข้อเสนอหลักจากกรอบคิดดังกล่าวคือ ฝ่ายใดสามารถเลี่ยงความเสียหายได้ โดยเสียต้นทุนต่ำกว่าคู่กรณี แต่ถ้าไม่ระวังเท่าที่ควร หรือเพิกเฉย จะต้องเป็นฝ่ายรับผิด (The Cheapest Cost Avoider)

หลักคิดนั้น ก็คล้ายกับ หลักโอกาสสุดท้ายในการป้องกัน ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น (The Last Clear Chance Rule หรือ Last Opportunity Rule) ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานที่มีตามกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) โดยได้เพิ่มข้อพิจารณาเรื่อง “ต้นทุนในการยับยั้งเหตุ” ของผู้ที่อยู่ในข่ายเป็นผู้ก่อเหตุและผู้เสียหาย (Potential Injurer and Victim) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรณีประมาทเลินเล่อด้วยกันทั้งคู่ (Contributory Negligence) เช่น คนขับรถยนต์ส่วนบุคคล ขับชนผู้ขับขี่รถจักรยานในตอนกลางคืน โดยคนขับรถยนต์รู้ว่ารถของตนสภาพเบรกไม่ค่อยดี และยังไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับซ่อม ส่วนคนขับขี่รถจักรยาน ก็สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ และไม่ได้ติดตั้งไฟสัญญาณที่รถจักรยาน กรณีนี้ศาลมักพิจารณาด้วยหลักการฝ่ายใดมีโอกาสสุดท้ายในการระงับยับยั้งเหตุ ได้ดีกว่ากัน

 

ตัวอย่างคดี

Cooter and Ulen (2008, pp.68-73) อธิบายพัฒนาการของหลักการข้างต้นในกฎหมายจารีตประเพณี ซึ่งยึดหลักตัดสินในอดีต มาเป็นบรรทัดฐานสำหรับการพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ถ้าคดีในปัจจุบันไม่สามารถใช้หลักในอดีตมาตัดสิน ผู้พิพากษาต้องใช้ดุลยพินิจ ซึ่งจุดนี้จะทำให้มีการปรับหลักการเดิมจนกลายเป็นหลักกฎหมายใหม่ต่อไป โดยยกตัวอย่าง 3 คดี สองคดีแรกเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ คดีที่สามเกิดเกิดขึ้นในประเทศแคนาดา ซึ่งเป็นกรณีประมาทเลินเล่อ จนมีผลไปละเมิดต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่น

 

ในยุคหนึ่ง ซึ่งตรงกับยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นของไทย นาย Butterfield ฟ้องนาย Forrester ในข้อหาที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ เรื่องเกิดขึ้นเมื่อเวลา 2 ทุ่มของคืนหนึ่งในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2352 นาย Forrester อาศัยอยู่ชานเมือง บ้านอยู่ริมถนน วันที่เกิดเหตุ Forrester กำลังซ่อมแซมบ้าน โดยได้วางเสาล้ำเข้าไปถึงกึ่งกลางของถนน แต่มีพื้นที่เหลืออีกกึ่งหนึ่งสำหรับสัญจรไปมาได้ นอกจากนี้ยังได้จุดตะเกียงวางไว้ใกล้เสา เพื่อให้ผู้คนสัญจรไปมองเห็นได้ว่า มีสิ่งกีดขวางถนน คืนนั้น Butterfield ออกจากร้านเหล้า ขี่ม้าออกจากตัวเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านของ Forrester เมื่อ Butterfield มาถึงบริเวณนั้น ไม่ทันสังเกตเห็นสิ่งกีดขวาง ทำให้ม้าของเขาวิ่งชน เขาตกจากหลังม้าได้รับบาดเจ็บ จึงฟ้องศาลให้ Forrester ชดใช้ค่าเสียหาย

 

ในชั้นศาล พยานชี้แจงว่า ตอนนั้นเป็นเวลา 2 ทุ่ม จำเลยได้ตั้งตะเกียงไว้ที่บริเวณสิ่งกีดขวาง ซึ่งผู้สัญจรไปมาบริเวณนั้น สามารถมองเห็นก่อนอย่างน้อยในระยะ 100 หลา โจทก์ขี่ม้าพุ่งชนสิ่งกีดขวางทั้งที่ไม่ได้มึนเมา แสดงว่าจะต้องขี่ม้าผ่านมาอย่างรวดเร็ว ผู้พิพากษา Bayley ตัดสินว่า อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะโจทก์ไม่ได้ระวังอย่างเพียงพอ (Reasonable Care) จึงตัดสินยกฟ้อง ถึงแม้ Forrester ได้ประมาทเลินเล่อ วางสิ่งของกีดขวางถนน แต่ได้จุดตะเกียงเป็นสัญญาณเตือนผู้สัญจรไปมา ถือได้ว่าเขาใช้ความระวังอย่างเพียงพอแล้วในการป้องกันเหตุ

โดยทั่วไปความประมาทเลินเล่อของจำเลย จนทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จำเลยต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่พอเกิดคดีนี้ จึงยึดหลักเกณฑ์ใหม่ว่า “ถ้าจำเลยประมาทเลินเล่อ แต่ผู้เสียหายก็มีความประมาทเช่นกัน จำเลยไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหาย” ต่อมาภายหลังมีการยื่นอุทธรณ์ แต่หัวหน้าคณะผู้พิพากษา Lord Ellenborough ตัดสินว่า ถ้าทั้งจำเลยกับโจทก์กระทำการโดยประมาททั้งคู่ โจทก์ไม่สามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ คำตัดสินของท่าน Lord กลายเป็นบรรทัดฐานใหม่สำหรับคดีต่อๆมา

 

เวลาล่วงมา 33 ปี มีการยกเหตุผลจากคดีที่แล้วมาพิจารณาอีกครั้ง เมื่อนาย Davies ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากนาย Mann เหตุเกิดขึ้นในปี 2385 Davies เป็นเจ้าของฝูงลา ปล่อยลาเล็มหญ้าใกล้ริมถนน ความวุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อลาตัวหนึ่งเดินเข้าไปในถนน ขณะเดียวกัน Mann ขี่รถม้ามาถึงบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว แล้วพุ่งชนลาตัวนั้นล้มลง ล้อรถทับตัวลา ตอนหลังก็ตายลง Davies จึงฟ้องให้ Mann ชดใช้ค่าเสียหาย ผู้พิพากษาเห็นพ้องกับคณะลูกขุนว่า ถ้าเพียงแต่ Mann ขับรถม้าระมัดระวังอย่างเพียงพอ เหตุไม่น่าจะเกิดขึ้น จึงตัดสินให้ Mann ชดใช้ความเสียหาย

 

ทนายความฝ่ายของ Mann ค้านว่า Davies ไม่สมควรได้รับค่าชดเชย เพราะประมาทเลินเล่อไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้ลามาเดินบนทางหลวง ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย เมื่อทั้ง Davies และ Mann ประมาททั้งคู่ ถ้ายึดหลักตัดสินตามคดีของ Butterfield v. Forrester แล้ว Mann ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหาย แต่ผู้พิพากษา Abingner กับ Parke เห็นว่า กรณีนี้ต่างจากคดีที่ยกมาอ้าง จริงอยู่การปล่อยให้ลาเดินบนถนน ถือว่าประมาทเลินเล่อ แต่ถ้า Mann ระวังอย่างเพียงพอแล้ว คงไม่เกิดเหตุ เพราะตนมีโอกาสสุดท้ายที่จะป้องกันเหตุ อย่างน้อยน่าจะพยายามหยุดรถม้า แล้วไล่ลาไปให้พ้นทาง ถ้าไม่ทำเช่นนั้นแสดงว่า Mann ขับรถม้ามาเร็วเกิน จนเกิดความเสียหาย ดังนั้น Mann ต้องชดใช้ค่าเสียหาย

 

คำพิพากษาในคดีนี้ได้สร้างบรรทัดฐานขึ้นใหม่ เมื่อคู่กรณีกระทำการโดยประมาทเลินเล่อทั้ง 2 ฝ่าย ฝ่ายใดมีโอกาสสุดท้ายที่จะป้องกันเหตุได้ดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง แต่กลับเพิกเฉย ฝ่ายนั้นต้องชดใช้คู่กรณี หลักการนี้เรียกว่า “The Last Clear Chance Rule” ซึ่งจะมีผลยับยั้งไม่ให้จำเลยยกมาอ้างว่า เป็นเพราะความผิดของโจทก์ที่ประมาทเลินเล่อด้วย ทั้งที่เขาอยู่ในฐานะเลี่ยงความเสียหายได้ดีกว่าโจทก์ หลักการนี้จะสร้างแรงจูงใจให้พยายามป้องกันเหตุในอนาคตกันทั้งสองฝ่าย นับแต่นั้นมาหลักการนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ในทุกประเทศที่ใช้กฎหมายระบบจารีตประเพณี

 

เจ็ดสิบปีต่อมา มีการยกหลักตัดสินในคดีของนาย Davies กับ นาย Mann มาอ้างอิงอีกครั้ง เมื่อนาย Loach ทนายความฝ่ายครอบครัวของนาย Sands ได้ฟ้องบริษัทรถไฟ British Columbia Electric Rail Co., Ltd  ในปี 2459 เพื่อเรียกค่าเสียหายให้แก่ทายาทของ Sands ในวันเกิดเหตุ Sands ขับรถม้าโดยมีเพื่อนโดยสารมาด้วย ขณะที่รถม้ากำลังจะข้ามรางรถไฟ แต่ Sands ไม่ทันระวัง ม้าลากล้อรถไปติดอยู่กับราง พยายามแก้ไขอย่างไรก็ไม่สามารถผ่านพ้นรางได้ ในเวลาเดียวกันรถไฟกำลังมา วิศวกรประจำรถเตรียมเบรกทันทีที่เห็นรถม้าของ Sands กำลังอยู่บนราง แต่โชคร้ายที่เบรกชำรุด โดยวิศวกรไม่รู้มาก่อน จึงเบรกไม่อยู่ รถไฟจึงพุ่งชนรถม้า แล้ว Sands เสียชีวิต

 

ตัวแทนบริษัทรถอ้างว่า ตามหลักตัดสินในคดี Butterfield บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบเพราะ Sands กระทำการโดยประมาทด้วยเช่นกัน แต่ Loach ทนายความฝ่ายโจทก์อ้างว่า ถ้ายึดหลักตัดสินในคดีของ  Davies v. Mann จะเห็นว่า คนขับรถไฟ มีโอกาสสุดท้ายที่จะป้องกันเหตุได้ดีกว่า Sands แต่ไม่พยายามยั้งเหตุ ตัวแทนบริษัทรถอ้างว่า ถึงอย่างไร ก็ไม่เข้าข่ายหลักการโอกาสสุดท้ายในการป้องกันเหตุ เพราะเบรกชำรุด ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก เพราะใครๆก็รู้ว่า รถไฟไปจอดตามสถานีได้ตรงเวลา ต้องแสดงว่า ระบบเบรกต้องอยู่ในสภาพใช้งานได้เป็นอย่างดี จึงถือเป็นความรับผิดชอบของบริษัท ที่ต้องตรวจสอบระบบก่อนออกเดินทาง ศาลจึงตัดสินให้บริษัทรับผิดชอบความเสียหาย ไม่เช่นนั้นแล้วจะไม่มีแรงจูงใจในการตรวจสอบก่อนว่าอุปกรณ์ต่างๆ ใช้การได้ดีอยู่หรือไม่ แล้วหลักเกณฑ์นี้ ก็มีผลบังคับใช้กับผู้ขับขี่ยานพาหนะอื่นด้วย

 

ข้อสรุป

ทั้ง 3 คดี ทำให้เห็นพัฒนาการของระบบกฎหมายจารีตประเพณี ที่ผูกพันอ้างอิงหลักตัดสินในอดีต สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ กฎเกณฑ์ในการตัดสิน มักรัดกุมขึ้นเรื่อยๆ ตามเหตุการณ์และสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ซึ่งผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์กลางของสหรัฐอเมริกา แห่งที่ 7 คือ Richard A. Posner หนึ่งในผู้บุกเบิกแนวการวิเคราะห์กฎหมายด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ (Economic Analysis of Law) ถึงกล้าสรุปว่า การยึดหลักตัดสินในอดีตมาผูกพันอ้างอิง จะส่งเสริมให้สังคมมีการใช้ทรัพยากรไปอย่างมีประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ต่างถวิลหานั่นเอง แม้ว่าอาจมีนักวิชาการหลายท่าน ไม่เห็นคล้อยในประเด็นดังกล่าวก็ตาม แต่จากการพิจารณาหลักตัดสินคดีเหล่านี้ ได้ช่วยให้เราเข้าใจพัฒนาการของหลักกฎหมายจารีตประเพณีได้ชัดขึ้น

——-

เอกสารอ้างอิง

  • Cooter, Robert, and Thomas Ulen. (2008). Law and Economics. Fifth Edition. MA: Pearson Education, Inc.
  • Mathis, Klaus. (2009). Efficiency Instead of Justice?: Searching for the Philosophical  Foundations of the Economic Analysis of Law. Translated by Deborah Shannon. Springer.

ผู้เขียน

 ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม
Email: samai.k@psu.ac.th
โทรศัพท์ 074 28 2444