นาย Walgreen (Charles R. Walgreen) เป็นเจ้าของสาขาร้านขายยาในห้างสรรพสินค้า Southgate Mall ปี 2494 โดย Sara Creek เป็นเจ้าของห้าง

Walgreen ทำสัญญาเช่าที่ขายยา 30 ปี โดยมีเงื่อนไขว่า Sara ต้องไม่ให้ร้านขายยาอื่นเข้ามาขายแข่ง เมื่อครบกำหนดก็ต่อสัญญาเช่าอีก 30 ปี เริ่มปี 2514 ถึง 2544 ด้วยเงื่อนไขเดิมคือ Sara ต้องไม่อนุญาตให้ร้านขายยาอื่น เข้ามาขายแข่งในห้าง

เวลาผ่านไป 20 ปี ร้านค้ารายหนึ่งย้ายออกไป พื้นที่จึงว่างลง Sara แจ้ง Walgreen ว่า จะให้ร้านยาชื่อ ฟาร์มอร์ (Phar More) มาเช่าพื้นที่ตรงนั้น Walgreen คิดดูแล้ว ตนจะเสียหายแน่ จึงขออำนาจศาล สั่งให้ระงับสัญญา ระหว่าง Sara กับ ฟาร์มอร์

ก่อนจะเล่าถึงรายละเอียดและคำพิพากษา ผมขอเล่า ความเป็นมาและเป็นไป ของคู่กรณี

แรกเริ่ม Walgreen มาตั้งรกราก ในมลรัฐชิคาโก เปิดร้านขายยาร้านแรกในปี 2444 เขาพลิกโฉมร้านให้ทันสมัย ปรากฏว่า ลูกค้าพึงพอใจกับราคา ที่สอดคล้องกับคุณภาพ

ในปี 2462 เขามีร้าน 20 แห่ง อีก 10 ปีถัดมา เพิ่มขึ้นเป็น 525 แห่ง นอกจากนี้ เขายังเป็นผู้คิดสูตร Milkshake ทำขายครั้งแรกในปี 2463 และมีขายในร้านทุกสาขา จนคนรู้จัก Milkshake กระทั่งทุกวันนี้

ในปี 2527 มีร้านยาเพิ่มเป็น 1,000 แห่ง ลูกหลานของเขาวางแผนจะเพิ่มเป็น 6,000 แห่งให้ทั่วสหรัฐอเมริกา ในปี 2553

ฟาร์มอร์ เป็นห้างขายยาอีกกลุ่มหนึ่ง ตั้งร้านแรกในปี 2525 แนวการขายเน้นเชิงรุก โดยยึดสโลแกนว่า
“ไม่ต้องจ่ายในราคาตามร้านยาทั่วไป” (Don’t Pay Drugstore Price.) คือตั้งราคาขาย ยังกับขายของในห้างสรรพสินค้า (เช่น ประกาศลดราคา 50% ทุกวัน)

ในปี 2544 มี 73 แห่ง แต่ในที่สุด ร้านฟาร์มอร์ ไปไม่รอด ภายในปีนั้น ต้องปิดไป 65 แห่ง (กันยายน 2544) ฐานะบริษัทอยู่ในขั้นล้มละลาย

กลับมาประเด็นข้อขัดแย้ง ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2533

เมื่อมีพื้นที่ให้เช่าในห้างว่างลง Sara แจ้ง Walgreen จะให้ ฟาร์มอร์ เข้ามาเช่าที่นั้น ซึ่งอยู่ห่างออกไปไม่กี่สิบเมตร Walgreen จึงฟ้องศาลว่า Sara ละเมิดสัญญา ทั้งที่ตนยังเหลือเวลาเช่าอีก 10 ปี แต่ Sara ต่อรอง ขอจ่ายค่าเสียหายให้ Walgreen ตามวงเงินที่ระบุไว้ก่อนแล้วในสัญญา (Liquidate Damages) หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเบี้ยวสัญญา

พยานผู้เชี่ยวชาญของ Sara ให้การต่อศาลว่า ความเสียหายของ Walgreen น่าจะคำนวณได้ แล้วควรให้ Sara จ่ายชดเชยตามนั้น แต่ Walgreen ให้เหตุผลว่า ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการที่ฟาร์มอร์ จะเข้ามาขายแข่งนั้น ประเมินได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความนิยมของลูกค้าต่อร้านของตนจะหมดไป

สิ่งนี้ถือเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangibles) ดังนั้น ศาลชั้นต้นมลรัฐวิสคอนซิน จึงยับยั้งสัญญาระหว่าง Sara กับ ฟาร์มอร์

ต่อมา Sara ยื่นอุทธรณ์ บอกว่า ศาลควรให้ตนทำสัญญากับฟาร์มอร์ (Specific Performance) ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ เพราะ “มูลค่าผลประโยชน์ของตนจากการให้ฟาร์มอร์เช่า มากกว่า มูลค่าความเสียหายของ Walgreen จากการที่ยอดขายจะลดลงไป” ดังนั้น โดยสุทธิแล้วสังคมส่วนรวม น่าจะได้ประโยชน์

หรือไม่ก็ ศาลควรพิจารณาเสียก่อนว่า ค่าชดเชยตามวงเงินที่ระบุไว้ก่อนแล้วในสัญญานั้นต่ำเกินไป หรือไม่เพียงพอ อย่างไร เพราะ Walgreen ก็ไม่ได้แสดงหลักฐานใด ๆ ว่าวงเงินชดเชยไม่เพียงพอ

ชัดเจนว่า เหตุผลของ Sara ก็ไม่เบา มีเหตุมีผลที่น่ารับฟัง แถมมีเคืองนิดว่า ในเมื่ออีกเจ้าขายยาในราคาถูกกว่าสังคมส่วนรวม โดยเฉพาะผู้บริโภครวมทั้งเธอเองด้วย น่าจะได้ประโยชน์เป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์เลย

ผู้พิพากษา Richard Posner (ซึ่งผู้เป็นหนึ่งในต้นตำรับแนวการวิเคราะห์กฎหมายด้วยเศรษฐศาสตร์) เห็นว่า การเบี้ยวสัญญา มักมีความเสียหายเกิดขึ้นเสมอ แต่การประเมินผลประโยชน์และความเสียหาย
ตามความเห็นของ Sara ไม่ถูกต้อง จริงอยู่ที่การทำสัญญาใด ๆ อาจมีการละเมิดสัญญาขึ้นได้ แต่ไม่ใช่หน้าที่ของ Walgreen ที่ต้องแสดงหลักฐานว่า ค่าชดเชยน้อยเกินไป เพราะมีภาระในการพิสูจน์ (Burden of Proof) ต้องประมาณการรายได้ในอีก 10 ปีที่เหลือ รวมทั้ง มูลค่าความเสียหายจากการมีคู่แข่ง
ซึ่งไม่แน่ว่า จะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ อีกอย่าง ข้อมูลรายได้และต้นทุนต่าง ๆ ก็เป็นความลับของ Walgreen

Walgreen ทำธุรกิจบนพื้นฐานคุณภาพ และราคาที่สมเหตุสมผลมานาน กลยุทธ์ของ ฟาร์มอร์ มุ่งเจาะตลาด กำจัดคู่แข่ง ถ้ายอมให้ Sara ทำสัญญากับ ฟาร์มอร์ ก็จะเข้าทางของ ฟาร์มอร์ แต่จะขัดกับพื้นฐานการทำธุรกิจของ Walgreen

อีกอย่าง Sara ก็ไม่ควรบีบคั้น Walgreen เพราะเธอเองคงไม่อยากจ่ายค่าชดเชย ในวงเงินที่ Walgreen ต้องการจริงๆ นักหรอก ในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกวงเงินนั้นว่า “Reservation Price” ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดที่ Sara จะยินดีจ่ายชดเชยให้ Walgreen เพื่อให้ตนมีสิทธิ์ทำสัญญากับฟาร์มอร์

หรือ ถ้ามองจากสายตาของ Walgreen ก็เป็นวงเงินขั้นต่ำ ที่เขาควรได้ และ ยินยอมให้ Sara ฉีกสัญญากับตนไปเลย แต่ถ้า 2 ฝ่าย ตีราคานี้ ต่างกันมากเสียแล้ว ก็ตกลงกันได้ยาก

สุดท้ายศาลยับยั้งสัญญาระหว่าง Sara กับ ฟาร์มอร์ โดยให้รอจนกว่า จะหมดสัญญากับ Walgreen
แม้คำตัดสินนี้ จะปิดกั้นการแข่งขัน สร้างอำนาจผูกขาดแก่ Walgreen ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เพราะเขามีสิทธิ์ขายต่อ ได้อีกถึง 10 ปี ตามสัญญา

ลองนึกดูว่า หากศาลจะอนุญาตให้ Sara ทำสัญญากับฟาร์มอร์ แล้วให้บังคับให้ Walgreen ประมาณการรายได้และความเสียหาย จากการที่มีเจ้าใหม่เข้ามาแข่ง แล้วให้ Sara จ่ายชดเชย Walgreen ก็จะเป็นแบบอย่าง ให้บรรดาเจ้าของห้างทั้งหลาย ยึดแนวตัดสินตามนั้น

วงการนี้จะเกิดความปั่นป่วน สร้างความเดือดร้อนแก่ร้านค้าผู้มาเช่า

ดังนั้น เพื่อลดความยุ่งยากในการพิจารณาคดี และ ต้นทุนในการบังคับใช้สัญญาแบบนี้ ที่จะมีขึ้นอีกในวันหน้า การยับยั้งสัญญา จึงเป็นทางออกที่เหมาะสม

อุทาหรณ์จากเรื่องนี้มีอยู่ว่า เมื่อเจ้าของห้างจะฉีกสัญญาทั้งที เพราะจะได้เงินก้อนโตจากการทำสัญญากับเจ้าใหม่ ก็ควรเสนอวงเงินชดเชยเจ้าเก่าให้มากกว่าที่ระบุในสัญญา (Liquidated Damages) แต่เมื่อยืนยันจะจ่ายเท่าวงเงินในสัญญา หรือ บีบให้ผู้เช่า แสดงหลักฐานมูลค่าความเสียหาย ใครจะไปยอม

ไม่แน่ว่า สักวันหนึ่งข้างหน้า ท่านอาจเป็นเจ้าของร้าน ไปเช่าพื้นที่ขายของในห้าง อาจจะเจอแบบเดียวกัน
เตรียมหาทางหนีทีไล่ ไว้ก่อนก็จะดีไม่น้อย ขอรับ

——————————————-

หมายเหตุ :

ผู้เขียน ได้อ่านและจับประเด็นหลักๆ มานำเสนอเท่านั้น

ท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม โปรดอ่านคดีนี้

Walgreen v. Sara Creek Property,

966 F.2d 273 (1992)

ใน Economics and the Common Law: Cases & Analysis.

โดย Allan DeSerpa. 2005. (pp.144-147)

ผู้เขียน

 ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม
Email: samai.k@psu.ac.th
โทรศัพท์ 074 28 2444