คณะกรรมการรางวัลโนเบลตัดสินใจมอบรางวัลโนเบลทางเศรษฐศาสตร์ในปี 2017 ให้แก่ Richard Thaler จากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ผู้บุกเบิกความรู้ในด้าน เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยการนำความรู้ทางด้านจิตวิทยามาผสานรวมกับเศรษฐศาสตร์ ทำให้เราเข้าใจถึงพฤติกรรมการตัดสินใจของมนุษย์มากยิ่งขึ้น นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่สร้างทฤษฏีบนข้อสมมติที่สำคัญคือ “มนุษย์มีความสมเหตุสมผลในการตัดสินใจ” เช่น บุคคลจะเลือกทางเลือกที่ให้ประโยชน์กับตัวเองสูงสุด อย่างไรก็ตาม มีงานวิจัยจำนวนมากทั้งด้านเศรษฐศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ ที่บ่งชี้ว่ามนุษย์ไม่ได้มีความสมเหตุสมผลในการตัดสินใจ และนั่นนำมาซึ่งความต้องการความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม Richard Thaler ไม่ใช่คนแรกที่ได้รางวัลโนเบลในด้านเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม นักวิชาการที่ได้รางวัลก่อนหน้านี้ ได้แก่ Robert Fogel (ในปี 1993), Daniel Kahneman (ในปี 2002), Elinor Ostrom (ในปี 2009) และ Robert Shiller (ในปี 2013) อย่างไรก็ตาม องค์ความรู้สำคัญที่ Richard Thaler ได้ค้นพบ ได้แก่

1. ความสมเหตุสมผลที่จำกัด (limited rationality)

เขาเสนอคำอธิบายว่าเงินจำนวนที่เท่ากันแต่คนกลับให้ค่าไม่เท่ากัน ถ้าเงินจำนวนดังกล่าวกระทบกับสิ่งที่เขามีอยู่ในตอนแรก (endowment) สมมติว่าการโยนเหรียญครั้งหนึ่งมี 2 สถานการณ์ สถานการณ์แรก ถ้าเหรียญออกหัวบุคคลจะเสียเงิน 1 บาท สถานการณ์ที่สอง ถ้าออกหัวเขาจะไม่ได้เงิน 1 บาท เราจะเห็นได้ว่า ถ้าเหรียญออกหัว สถานการณ์แรกเป็นเรื่องของการเสียเงินที่มีอยู่  (out of pocket cost) ในขณะที่สถานการณ์ที่สองเป็นเรื่องของการเสียโอกาสที่จะได้เงิน (opportunity cost) Richard Thaler ตั้งสมมติฐาน (และได้รับการพิสูจน์ว่าจริงในภายหลัง) ว่าคนจะให้น้ำหนักกับการเสียเงินที่ตัวเองมีอยู่มากกว่าการเสียโอกาสที่จะได้เงิน แม้ว่าจำนวนเงินจะเท่ากัน เขาเรียกสมมติฐานนี้ว่า endowment effect ด้วยแนวคิดนี้เองทำให้เราเข้าใจว่าเหตุใดคนจึงไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง (status quo bias) นั่นก็เพราะเขามองว่าการเปลี่ยนจากสถานะปัจจุบันเป็นการสูญเสียอะไรบางอย่างที่เขามีอยู่เดิมซึ่งเขาให้น้ำหนักมากกว่าประโยชน์ที่จะได้จากการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้เขายังเสนอทฤษฎี mental accounting ที่อธิบายการจัดการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล ทฤษฎีนี้บอกว่าคนทำเสมือนกับว่าตัวเองมีบัญชีสำหรับแต่ละเรื่องอยู่ในใจและแยกแต่ละบัญชีขาดออกจากกันทั้งๆ ที่เงินทุกบาทไม่ว่าจะอยู่ในบัญชีไหนก็สามารถใช้แทนกันได้ ทำให้เขาพิจารณาการใช้จ่ายแบบแยกเป็นส่วนๆ แทนที่จะมองภาพรวมของการใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งในบางสถานการณ์การพิจารณาจากภาพรวมสำคัญกว่า ด้วยแนวคิดนี้เองทำให้เราสามารถอธิบายพฤติกรรมของนักลงทุนที่มีความขัดแย้งในตัวเองได้ เช่น การเลือกซื้อสินทรัพย์บางตัวที่ความเสี่ยงต่ำมากราวกับว่าเขากลัวความเสี่ยงมาก แต่ในเวลาเดียวกันเขาก็ถือสินทรัพย์บางตัวที่มีความเสี่ยงสูงและซื้อขายราวกับว่าเขาไม่กลัวความเสี่ยง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะในใจของเขามี 2 บัญชีที่แยกขาดออกจากกัน

2. ความพอใจของสังคม (social preference)

Richard Thaler เสนอคำอธิบายว่าการตัดสินใจของแต่ละบุคคลไม่ได้สนใจแต่ตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่ยังคำนึงถึง ความยุติธรรม ที่มอบให้กับผู้อื่นด้วย เขาร่วมกับ Daniel Kahneman (ได้รางวัลโนเบลในปี​ 2002) และ Jack Knetsch คิดค้นเกมเผด็จการ (dictator game) ซึ่งในภายหลังได้เป็นเครื่องมือหลักในการศึกษาเรื่องพฤติกรรมการคิดถึงผู้อื่นของบุคคล เกมเผด็จการ (dictator game) มีผู้เล่น 2 คนโดยคนหนึ่งตัดสินใจว่าจะแบ่งเงินให้กับผู้เล่นอีกคนหนึ่งเท่าไหร่และจะเก็บไว้เองเท่าไหร่ (ทั้งคู่ไม่สามารถพูดคุยกันได้และไม่รู้จักกัน) เช่น หากเขาคิดว่าจะแบ่งเงิน 100 บาทให้อีกฝ่ายหนึ่ง 20 บาท เท่ากับว่าเขาเก็บไว้เอง 80 บาท ผลการศึกษาพบว่า 76% ของผู้เล่นแบ่งเงินให้อีกฝ่ายมากถึงครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่เขาจะเก็บไว้เองทั้งหมดก็ได้ (แบ่งให้คนอื่นศูนย์บาท) นั่นหมายความว่า ความยุติธรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่คนส่วนใหญ่ใช้พิจารณาประกอบการตัดสินใจ ยิ่งไปกว่านั้นทั้งสามคนยังพบว่าคนมีลักษณะเป็น “ผู้ผดุงความยุติธรรม” ในแง่ที่ว่าเขาจะแก้แค้นคนที่ไม่ยุติธรรมอีกด้วย โดยพบว่าถ้าบุคคลรู้ว่าคนที่ตนกำลังจะแบ่งเงินให้นั้นเคยแบ่งเงินให้กับผู้อื่นอย่างไม่ยุติธรรมมาก่อน เขาจะแบ่งเงินให้ในจำนวนที่น้อยมากและมีบางส่วนที่ไม่แบ่งเงินให้เลย

3. การไม่สามารถบังคับตนเองได้ (lack of self-control)

“การผัดวันประกันพรุ่ง” เป็นตัวอย่างหนึ่งของการไม่สามารถบังคับตัวเองได้ Richard Thaler และ Hersh Shefrin เสนอแบบจำลอง Planner-Doer model ในการอธิบายว่าเหตุใดคนจึงไม่สามารถบังคับตนให้ทำตามแผนที่วางไว้ได้ แบบจำลองนี้อธิบายเสมือนกับว่ามี 2 คนอยู่ในจิตใจเรา คือ ตัวขาว (planner) และ ตัวดำ (doer) โดยตัวขาวทำหน้าที่วางแผนโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่ได้ในระยะยาวเป็นหลัก ในขณะที่ตัวดำสนใจเพียงแค่ความสุขสบายเฉพาะหน้าเท่านั้น และตัวขาวทำหน้าที่ควบคุมความสุขสบายในระยะสั้นของตัวดำ ผ่านการรู้สึกผิด (เสมือนกับต้นทุน) และการให้แรงจูงใจ (เสมือนกับประโยชน์) ซึ่งแน่นอนว่าความสามารถในการบังคับตัวดำของแต่ละบุคคลไม่เท่ากัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนบางคนถึงบังคับตนเองหรือมีวินัยในตนเองดีกว่าคนอื่น แม้ว่าแบบจำลองนี้จะดูเรียบง่าย แต่อยู่เบื้องหลังนโยบายที่สำคัญในหลายประเทศ เช่น การบังคับให้ลูกจ้างต้องออมเงินผ่านระบบประกันสังคม (ในกรณีของประเทศไทย) เพื่อให้มีเงินก้อนในยามเกษียณ นั่นก็เพราะว่าเป็นไปได้ที่ลูกจ้างแต่ละคนไม่สามารถบังคับตัวเองให้ออมเงินในแต่ละเดือนได้ ด้วยองค์ความรู้ทั้งสามประการที่ Richard Thaler บุกเบิกขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ได้เป็นพื้นฐานที่นักเศรษฐศาสตร์รุ่นหลังได้ใช้ในการทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์ได้มากยิ่งขึ้น งานส่วนใหญ่ของเขาไม่ได้ใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์หรือสถิติที่ซับซ้อน ส่วนใหญ่เน้นไปที่หลักเหตุผลและการทดลองง่ายๆ ซึ่งนั่นแสดงว่า นักศึกษาหรือผู้สนใจในวิชาเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถทางคณิตศาสตร์หรือสถิติในระดับสูงก็สามารถเรียนและสร้างผลงานที่เป็นที่ยอมรับได้

ผู้เขียน

ดร.ปฐมวัตร จันทรศัพท์
รักษาการหัวหน้าสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
Email: pathomwat.c@psu.ac.th