การได้ข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่สมบูรณ์ถ้วนทั่ว ล้วนต้องลงแรง ลงมือศึกษาเรียนรู้

บางอย่างใช้เวลานาน รวมๆ ก็เป็นต้นทุนที่ต้องจ่ายไป ทั้งเวลาและตัวเงิน

บางอย่างนั้น แม้จะทราบข้อมูลเป็นอย่างดี ในฐานะผู้มีประสบการณ์
แต่ผลที่ตามมา จากการตัดสินใจนั้น
ก็จะเข้าสู่ “วังวนแห่งความไม่แน่นอน”
มีความเสี่ยงทั้ง จะออกหัว หรือ ก้อย
(Economic Consequences)

นักฟุตบอลชื่อดัง ค่าตัวหลายพันล้าน หลายสโมสรต่างแข่งกันเสนอค่าตัวสูงลิ่ว
เพื่อจูงใจให้ไปสังกัดในฤดูกาลใหม่ สโมสรที่คว้านักเตะได้สำเร็จ
สักพักฝีเท้าตก ไม่ได้โดดเด่นเหมือนช่วงก่อนหน้า ผลงานไม่สมราคา

นักเขียนหนังสือคนดัง มีผลงานขายดีติดอันดับ มาหลายเล่ม
ล้วนเป็นที่หมายปองของสำนักพิมพ์ ต่างเข้าแข่งขัน เสนอวงเงินสูงลิ่ว
ขอซื้อลิขสิทธิ์จากผู้เขียนไปตีพิมพ์ สำนักพิมพ์ใดจ่ายแพง จะได้สิทธิ์นั้นไป
แต่มีตัวอย่างที่การณ์ปรากฏว่า โชคร้ายที่เล่มนั้น มียอดขายไม่มาก

ทั้ง 2 ตัวอย่าง เป็นการเข้าร่วมการประมูล (Auctions) ของสโมสรฟุตบอล และ สำนักพิมพ์
สโมสรผู้กำชัยชนะในการประมูล ได้ตัวนักฟุตบอล, สำนักพิมพ์ผู้กำชัยชนะ ได้ลิขสิทธิ์พิมพ์หนังสือ

แต่เป็น “ชัยชนะ เหมือนต้องคำสาป” ที่ผลลัพธ์ออกมา ได้ผลไม่คุ้มค่าต้องจ่ายในราคาสูงกว่า มูลค่าที่ควรจะได้จริงๆ เหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ แม้จะเป็นการตัดสินใจโดยผู้ที่คร่ำหวอดในวงการมานาน ก็ตาม                                                                                   

ผมดูบทความในเว็บของ Robert J. Stonebraker โดยคร่าวๆ

เขายกคำกล่าวของ Rudyard Kipling มาว่า “For all we take we must pay, but the price is cruel high.”

พร้อมระบุว่า ตัวอย่างข้างต้น นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล 2560 Richard H. Thaler เรียกสถานการณ์อย่างนั้นว่า “The Winner’s Curse” ผมตีความ ตามที่ผมเข้าใจ ก็คือ “ผู้กำชัยชนะ บนความโชคร้าย”

Thaler แนะนำให้ทดลอง โดยเริ่มจากนำเหรียญ 1 เซ็นต์ หลายๆเหรียญ
ใส่ในโหลใส ใบใหญ่ๆ ซึ่งคุณต้องรู้ยอดเงินรวม แล้วอุบไว้ก่อน

จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมทดลองทุกคน เสนอราคาประมูล  
เพื่อแลกหรือซื้อเงินในโหลทั้งหมด ด้วยวงเงินเท่าใด                  
ผู้ชนะคือ ผู้เสนอวงเงินมาเป็นจำนวนมากที่สุด แล้วจะมีรางวัลมอบให้

ผลที่เกิดขึ้น

1) ราคาประมูลเฉลี่ย ที่เสนอกันมา จะต่ำกว่า ยอดเงินรวมในโหล
    ชี้ให้เห็นว่า ผู้ประมูลส่วนใหญ่ ล้วนเกรงว่า จะเสนอวงเงินสูงเกินไป
    (Risk Averse)

2) ผู้ชนะประมูลที่เสนอวงเงินสูงสุด พบว่า เป็นวงเงินสูงเกินกว่า เงินในโหล
   นี่แสดงถึงสถานการณ์ The Winner’s Curse

Robert J. Stonebraker มหาวิทยาลัย Winthrop University
ลองนำแนวคิดนี้ ไปทดลองให้นักศึกษา MBA เล่นเกมในชั้นเรียน
ผู้ที่มาเรียนหลักสูตรนั้น ล้วนเป็นระดับผู้บริหาร (mid-career MBA)

Stonebraker นำก้อนหินจิ๋วๆ รวม 298 ก้อน ลงใส่ในโหล
โดยไม่ได้บอกยอดรวมให้นักศึกษาทราบก่อน แล้วสมมติให้ ก้อนหินแต่ละก้อน
มีค่าเท่ากับ 1 เซ็นต์ ให้นักศึกษาแต่ละคน เสนอราคาประมูล
เขียนลงในกระดาษส่งมาว่า จะยินดีเสนอราคาซื้อก้อนหินในโหลทั้งหมด เป็นเงินเท่าใด

ผู้ชนะประมูลในครั้งนี้คือ ผู้ยินดีจ่ายเป็นวงเงินสูงสุด
ก็คือ จ่ายให้ อาจารย์ Stonebraker นั่นเอง                                                                                    
 แล้วอาจารย์ จะมอบรางวัลให้ผู้ชนะ เป็นมูลค่า เท่ากับ วงเงินในโหลทั้งหมด                                                                                       
 เรียกได้ว่า การทดลองนี้ มีจ่ายจริง-รับเงินจริงๆ กันเลย

เมื่อทุกคนเข้าใจกติกาแจ่มแจ้ง ก็เริ่มดู เดาๆในใจ
ดูเสร็จ ยกโหลส่งให้เพื่อนต่อๆกันไป หลายคนเอียงโหล
พลิกไปพลิกมา หลายรอบ เพื่อคะเนจำนวนก้อนหินรวม
ว่ามี กี่ก้อน กันแน่

เมื่อขวดโหล ถูกเวียนทั่วแล้ว ทุกคนส่งกระดาษมา
จากนั้น Stonebraker ประกาศว่า ในโหลมีก้อนหิน รวม 298 ก้อน
เมื่อกำหนดให้ แต่ละก้อน มีค่า 1 เซ็นต์ ดังนั้น คิดเป็นเงินรวม 298 เซ็นต์
หรือ เท่ากับ 2.98 $

ต่อมา คลี่ดูตัวเลขในกระดาษแต่ละใบทั้งหมด หาดูใบที่เสนอราคามาสูงที่สุด
พร้อมกันนั้น เตรียมคำนวณหาค่าเฉลี่ยของวงเงิน ว่าอยู่ที่ กี่ $

ปรากฏว่า ได้ผลลัพธ์ ดัง Thaler คะเนไว้เลย ดังนี้

1) มูลค่าเงินในโหลจริง = 2.98 $ แต่ราคาที่เสนอกันมา เฉลี่ยแล้ว = 2.57 $
   ซึ่งต่ำกว่ามูลค่าจริง อยู่ 0.41 $

2) ผู้ชนะประมูล เสนอเงินมาสูงที่สุด คือ 3.50 $

ผมนึกเดา ถึงบรรยากาศนาทีนั้น อาจารย์ Stonebraker คงยิ้มหวาน
ขอแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ส่วนนักศึกษาผู้ชนะ ยิ้มเจื่อน
ต้องยื่นเงินให้อาจารย์ 3.50 $ แล้วอาจารย์ ต้องมอบรางวัลให้ผู้ชนะ คืนไป 2.98 $
สรุป ผู้ชนะประมูล จ่ายเกินสุทธิ 0.52 $

นักศึกษาหลายคนบอกว่า การทดลองนี้ สนุก ตื่นเต้น
ทำให้เข้าใจแนวคิด “The Winner’s Curse”
เห็นภาพชัดเจน มากกว่าตอนที่ฟังการบรรยายของอาจารย์

ส่วนที่อาจารย์ Stonebraker ได้สตางค์ 0.52 $
ราวๆ ครึ่งดอลลาร์ จะนำไปใช้อะไรได้                                                                                          
 เขาบอกว่า อย่างน้อยๆ ถ้าแวะไปร้านสะดวกซื้อ ก็ได้ไส้กรอก มา 1 อัน

เปิดเทอมหน้า ขอเชิญมาร่วมเกมประมูลกันครับ

———————–

ผู้สนใจเรื่องนี้ ลองอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ในเว็บ

The Joy of Economics:
Making sense out of life.
By Robert J. Stonebraker

เขานำแนวคิด และตัวอย่างต่างๆ
มาจากหนังสือของ
Richard H. Thaler.
“The Winner’s Curse: Paradoxes and
Anomalies of Economic Life.”
New York: Free Press. 1992.

ผู้เขียน

 ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม
Email: samai.k@psu.ac.th
โทรศัพท์ 074 28 2444