ทำไมคนจึงก่ออาชญากรรม ?

ผมจับใจความสำคัญจากงานของ Alan C. Stockman เขาว่า งานวิจัยทั้งแนวอาชญาวิทยาและการตัดสินใจได้ข้อสรุปตรงกันว่า “สิ่งจูงใจ” หรือผลลัพธ์ที่จะได้ มีผลต่อการตัดสินใจกระทำต่างๆของคนเรา รวมถึงผู้คิดก่ออาชญากรรมด้วย เชื่อกันว่า ก่อนลงมือจะทำอะไร คนเรามักได้ชั่งตวงวัดกันแล้ว ถ้าคะเนว่า จะได้ผลลัพธ์อันคุ้มค่า ก็ทำ  หากไม่คุ้มค่าหรือเสียหายเจ็บตัวก็ถอย

การวิเคราะห์คดีอาญาจากมุมเศรษฐศาสตร์มีจุดเริ่มจากข้อถกเถียงที่ว่า ถ้าประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากการก่อคดีมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น จะมีผู้ก่อคดีมากขึ้น แล้วถ้าต้องการลดคดีเหล่านั้น สังคมจะเสียต้นทุนเพื่อปราบปรามที่มากขึ้นตามไปด้วย

หากดูตามตำราความผิดทางอาญา ก็จะได้แก่ ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย รับของโจร ประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต และฆ่าคนตาย ผู้กระทำความผิดจะเจอบทลงโทษตั้งแต่การจ่ายค่าปรับและถูกริบทรัพย์สิน กักขัง จำคุก จนถึงประหารชีวิต

แล้วเป็นไปได้หรือไม่ ที่สังคมจะปราบปรามจนไม่มีการก่อคดีเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง ?

ถ้าทำได้ก็เป็นผลดีต่อสังคม แต่จะต้องเสียต้นทุนและทรัพยากรมากเกินจนไม่เกิดประสิทธิภาพแก่สังคมโดยรวมได้

การขจัดปัดเป่าอาชญากรรมให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ต้องเป็นระดับที่ “ต้นทุนส่วนเพิ่มของสังคม (Marginal Cost)” มีมูลค่าพอๆกับ  “ประโยชน์ส่วนเพิ่มที่สังคมจะได้รับ (Marginal Benefit)” จากการที่คดีลดลงไปจำนวนหนึ่ง

ถ้าสังคมต้องการให้จำนวนคดีลดลง มันเกี่ยวพันกันหลายเรื่อง จำเป็นต้องลงทุนหลายด้าน เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่ไว้จำนวนมาก ด้วยค่าจ้างที่สูง ค่าใช้จ่ายในการฝึกฝนเจ้าหน้าที่ การเพิ่มจุดติดตั้งไฟส่องสว่างยามค่ำคืน การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อมิให้เกิดสภาพแร้นแค้นทางเศรษฐกิจและสังคม เพิ่มโอกาสให้ประชาชน ได้รับการศึกษาและการจ้างงาน เยียวยาผู้ที่ติดสารเสพติด บำบัดผู้ป่วยทางสุขภาพจิต และลงทุนให้มีระบบรักษาความปลอดภัย รวมถึงอุปกรณ์การล็อคที่มั่นคงแข็งแรง

แนวทางเหล่านี้ ล้วนมีต้นทุนสูง

ถ้าจะลดแรงจูงใจของผู้คิดก่อคดี ต้องทำให้เขาตระหนักว่าจะเผชิญต้นทุน หรือต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายมากเพียงใด ถ้าเขาถูกจับกุมได้ รัฐสามารถเพิ่มโอกาสในการจับกุม  (P) และ เพิ่มบทลงโทษ (F)  ดังนั้น ผู้คิดก่อคดีเขาต้องเผชิญต้นทุน หรือ มูลค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ในมูลค่าที่เท่ากับ “โอกาสที่จะถูกจับกุมได้” คูณกับ “อัตราบทลงโทษ” 

ยกตัวอย่างเช่น ของถูกขโมยไป ราคา 100 บาท คือ “มูลค่าความเสียหายที่จะเกิดขึ้น”  เมื่อถูกขโมยไป แล้วมีโอกาสถูกจับกุมได้เพียง 10%  หรือ ขโมยของ 10 ครั้ง มีโอกาสจับได้เพียง 1 ครั้ง เขาควรถูกปรับเป็น 10 เท่าของมูลค่าของ  ซึ่งต้องจ่ายค่าปรับ 1,000 บาท ดังนั้น การกำหนดค่าปรับไว้สูงๆ ก็เพื่อต้องการให้มีการก่อคดีลดลง

ในแต่ละคดี มีความเสียหายเกิดขึ้นไม่เท่ากัน เช่น ของที่ถูกขโมยไป มีราคา 500 บาท โอกาสจับกุมได้ ยังเท่าเดิมคือ 10%  รัฐก็ต้องเพิ่มค่าปรับ จาก 1,000 เป็น 5,000 บาท ต้นทุนแก่ผู้ที่คิดจะขโมยของต้องรับผิดชอบ = 0.1 x 5,000 = 500 บาท เท่ากับมูลค่าของ แต่ต้องเสียค่าปรับ 5,000  บาท หรือคิดเป็น 10 เท่าราคาของ

การเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ที่คิดก่อคดีเพื่อยับยั้งการก่อคดี  ไม่ว่าจะโดยการเพิ่มโอกาสในการตรวจจับกุม หรือการเพิ่มบทลงโทษ ล้วนมีต้นทุนที่สังคมต้องเสียเพิ่มขึ้น แล้วจุดลงตัวอยู่ที่ใด 

ถ้าเพิ่มโอกาสตรวจจับกุมได้ เพิ่มการตรวจตราไปถึงระดับที่ “ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้น”  ต้องคุ้มค่ากับ “ค่าใช้จ่ายที่สังคมจะต้องลงทุนเพิ่ม” ส่วนการเพิ่มบทลงโทษที่สูงขึ้นก็เช่นกัน

สังคมควรกำหนดบทลงโทษ ในอัตราที่เท่ากันในทุกคดีหรือไม่ เพราะบางกรณีผู้ก่อเหตุ เพียงต้องการเข้าไปขโมยเงิน
หรือข้าวของต่างๆ แต่ไม่ต้องการทำร้ายเจ้าทรัพย์ ?

ถ้าบทลงโทษไม่ต่างกัน ระหว่างการจี้ปล้นเจ้าทรัพย์  โดยผู้ลงมือปล้นไม่ได้พกพาอาวุธ กับกรณีผู้ปล้นพกพาอาวุธด้วย ท้ายที่สุด ผู้คิดจะลงมือจี้ปล้น คงไม่มีใครไปมือเปล่าเป็นแน่แท้ อัตราบทลงโทษ ก็จะต้องเพิ่มมากขึ้น ตามระดับความร้ายแรง

จริงหรือไม่ ที่บางกรณีการกำหนดโทษปรับไว้สูงๆ โดยเฉพาะคดีที่มีโอกาสจับกุมได้น้อย อาจเหมาะสมกว่าโทษจำคุก
ยกเว้นกรณีเป็นเหตุร้ายแรง ถึงสมควรให้มีจำคุก ?

คำตอบคือ จริง ถ้าสังคมต้องการเพิ่มโอกาสจับกุมผู้กระทำผิดให้ได้มากขึ้น สังคมต้องลงทุนเพิ่มขึ้นในระบบตำรวจ 
ศาล และกระบวนการยุติธรรม การเพิ่มบทลงโทษโดยเพิ่มค่าปรับ เพิ่มเวลาจำคุกให้นานขึ้น เพิ่มบทลงโทษอื่นๆ ให้หนักขึ้น ไม่ว่าจะโดยวิธีการใด สังคมย่อมได้ประโยชน์แน่ แต่การเพิ่มลงโทษรุนแรงทั้งที่มีโอกาสจับกุมได้ต่ำๆ การพยายามจับให้มั่นคั้นให้ตาย สังคมจะเสียต้นทุนส่วนหนึ่งที่จะรวมไปกับงบประมาณที่ลงทุนไปกับกระบวนการยุติธรรม คือ มีความเสี่ยงที่จะตัดสินผิดพลาดจากการจับกุมและลงโทษผู้บริสุทธิ์ แล้วยิ่งหลักตัดสิน ไม่เสมอต้น เสมอปลาย  มีการจับกุมและลงโทษผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้นบ่อยๆ แล้ว จำนวนการก่อคดียิ่งจะเพิ่มขึ้น

การกำหนดบทลงโทษที่หนักขึ้น สังคมจะเสียต้นทุนส่วนเพิ่มขึ้นเท่าใดนั้น ขึ้นกับประเภทของบทลงโทษด้วย หากเป็นการเพิ่มอัตราค่าปรับจะไม่สร้างภาระต่อสังคมมากนัก แต่ถ้าเพิ่มเวลาในการจำคุกรัฐจะเสียต้นทุนหรือมีภาระมากขึ้น ในการบริหารเรือนจำ ค่าจ้างเจ้าหน้าที่ และอื่นๆ ตามมา ในขณะที่การเพิ่มค่าปรับจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น

จริงอยู่ โทษการจำคุกมีข้อได้เปรียบเหนือกว่าการกำหนดค่าปรับ คือ มีผลยับยั้งคดี ลดการก่อเหตุซ้ำ  บางกรณีผู้ก่อคดี ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ จึงยินดีติดคุกแทนการจ่ายค่าปรับ แต่ข้อได้เปรียบอันหลังนี้ ก็จะกลายเป็นที่โจษจันว่า 
ผู้ก่อคดีที่ร่ำรวย ไม่ต้องเข้าคุก คุกมีไว้ขังคนจน ที่ไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ ซึ่งชี้ว่า สังคมอาจเชิดชู คุณค่าอื่นๆ  ที่มีอิทธิพลสำคัญต่อหลักกฎหมายเหนือกว่าความมีประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์ก็เป็นได้

แต่ตราบใดที่รัฐสามารถกำหนดบทลงโทษ ด้วยการให้จ่ายค่าปรับได้ โดยเฉพาะคดีที่มีโอกาสจับกุมได้ต่ำๆ  แล้วกำหนดอัตราค่าปรับไว้สูงๆ  สังคมจะเสียค่าใช้จ่ายในการบังคับใช้กฎหมาย (Cost of Law Enforcement) “ต่ำกว่า” การกำหนดบทลงโทษด้วยการจำคุกเป็นแน่แท้

ข้อพิจารณาเพิ่มเติม

กรณีโทษจำคุกหลังพ้นโทษ  เนื่องจากผู้พ้นโทษมีศักยภาพในการงานจะต่ำ หางานยาก ถึงหางานสุจริตได้ 
เงินเดือนมักต่ำ อาจก่อให้เกิดแรงจูงใจก่อคดีซ้ำ เพราะหากต้องออกจากงานก็เพียงเสียโอกาสได้รายได้
ในอัตราที่ต่ำ ผู้บริหารเรือนจำอย่างในบ้านเราถึงจัดให้มีการฝึกอาชีพในเรือนจำ แล้วนำผลิตภัณฑ์จากฝีมือผู้ต้องขัง
ออกมาจำหน่าย

ในสหรัฐอเมริกา มีข้อกำหนดเข้มงวดหลายกรณีหลังพ้นโทษ ห้ามเปลี่ยนอาชีพ ย้ายหลักแหล่ง บางคนก็ได้กำไลรัดข้อมือ มี Chip ฝัง เจ้าหน้าที่สามารถติดตามด้วย GPS เพิกถอนใบขับขี่ ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง ไม่มีสิทธิ์ดูแลบุตร เพิกถอนสัญชาติ ที่แรงสุดๆ ในยุคที่คนส่วนใหญ่สื่อสารติดตามข่าวผ่าน Social Network มาตรการหนึ่งที่ได้ผลมากคือ การลงประวัติใน Internet เพื่อบีบให้ผู้ต้องหา (ตัวจริง) สารภาพ ก็ช่วยยับยั้งเหตุได้มาก เพราะจะสร้างต้นทุนแก่ผู้ต้องหาหลังพ้นโทษ สังคมก็รู้กันทั่ว หางานทำยาก ช่วยลดการก่อคดีซ้ำ รายอื่นไม่กล้าเอาอย่าง

อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ผมเคารพนับถือบอกว่า เคยได้ยินมั้ยที่ใครๆ บ่นบ่อยๆ ว่า วันๆหนึ่ง เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน งั้น ลองไปอยู่ในคุก สัก 1 วันดูสิว่า จะเป็นยังไง

ผู้เขียน

 ผศ.ดร.สมัย โกรทินธาคม Email: samai.k@psu.ac.th โทรศัพท์ 074 28 2444